ดายฮาร์ดฉบับ ผี vs หงส์

ดายฮาร์ดฉบับ ผี vs หงส์

จำได้ไหมครับว่าครั้งสุดท้ายที่ แมนฯ ยูไนเต็ด โดนยิงนำก่อน แล้วพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะเกิดขึ้นเมื่อไหร่?

อืมมมมมม…เรียนตามตรงว่าผมก็จำไม่ได้แล้วเหมือนกันว่ะ สงสัยมันคงจะนานเกินไปจนเมมโมรี่การ์ดในสมองลบบันทึกความทรงจำนั้นออกไปเรียบร้อย

ที่จำได้แน่ๆ และอย่างแม่นยำ คือฤดูกาลนี้ยังไม่มีเลยสักครั้ง แถมยังแย่กว่านั้นอีก คือถ้าพลพรรคปีศาจแดงเป็นฝ่ายตามหลังคู่แข่งเมื่อไหร่ พวกเขาจะตายหงส์ตายห่านแบบ 100% เลยทีเดียว !!!

พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ผ่านไปแล้ว 11 นัด ปรากฏว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ตกเป็นฝ่ายตามหลังคู่แข่ง 4 ครั้ง

แล้วก็แพ้แม่งทั้ง 4 ครั้ง

– แพ้ คริสตัล พาเลซ 1-2
– แพ้ เวสต์แฮม 0-2
– แพ้ นิวคาสเซิ่ล 0-1
และล่าสุดแพ้ บอร์นมัธ 0-1

ดายฮาร์ดฉบับ ผี vs หงส์

เมื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบความจริงที่บัดซบว่า 11 นัดล่าสุดที่โดนคู่แข่งยิงนำก่อนในทุกรายการ อย่าว่าแต่พลิกกลับมาเป็นผู้ชนะเลยครับคุณ

#แค่ตีเสมอยังไม่มีปัญญา

ส่วนครั้งสุดท้ายที่ถูกคู่แข่งยิงนำก่อนแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะเกิดขึ้นในเกมที่เปิดบ้านชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-2 ในพรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2019 โน่นนนนน

ทีนี้มาดูสถิติที่ตั้งแต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมปีศาจแดงบ้าง

ลูกทีมของกุนซือไวกิ้งโดนยิงนำก่อนทั้งหมด 14 นัด

ผลปรากฏว่าแพ้ถึง 12 นัด ตามตีเสมอได้ 1 นัด (เสมอ เบิร์นลี่ย์ 2-2) และพลิกกลับมาชนะแค่ 1 นัดตามที่กล่าว…เท่านั้น

เฮ๊ย…นี่มันอะไรกันเนี่ย ???

หมายความว่า แมนฯ ยูไนเต็ด โดนยิงนำก่อนไม่ได้เลยนะครับ เพราะหากเป็นเช่นนั้นเมื่อไหร่ โอกาสเด๊ดห่ามีค่อนข้างสูงถึงสูงมาก

เท่านั้นไม่พอ

เพราะเวลาที่พวกเขายิงนำคู่แข่งบ้าง มันก็ไม่ได้ลงเอยด้วยชัยชนะเสมอไป ผลงานของพวกเขาจึงออกมาพิกลพิการแบบนี้

แล้วถามว่าทำไม เวลาโดนยิงก่อนทีไรจึงมักจะกลับมาจากป่าช้าไม่สำเร็จ ???

อืมมมมม…ก่อนอื่นขอย้อนกลับไปในเกมล่าสุดที่พ่ายแพ้ เดอะ เชอร์รี่ส์ ที่ ไวทัลลิตี้ สเตเดี้ยม

ดายฮาร์ดฉบับ ผี vs หงส์

หลังจากโดนยิงนำในช่วงทดเจ็บของครึ่งแรก ผู้ชมทางบ้านอย่างผมก็ทำใจไว้ในระดับหนึ่งว่าคงเป็นเรื่องยากแล้วล่ะที่จะพลิกกลับมาเป็นผู้มีชัย กระนั้นก็แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าน่าจะตีเสมอได้ เนื่องจากฟอร์มการเล่นใน 2-3 เกมหลังที่ดูดีมีรูปทรงมากขึ้น

ต่อเมื่อถูกนำก่อน ก็ต้องเร่งเครื่องหรือปรับวิธีการเล่นเพื่อทวงประตูคืน

…ว่าแล้ว 3 ขั้นตอนนรกในเกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็วนเวียนกลับมาอีกครั้ง

ขั้นแรกคือรูปแบบการเล่นที่คร้านกล่าวถึงแล้วนะครับ ก็เพราะมันเป็นเรื่องเดิมๆ นั่นแหละคือเจาะกันไม่ค่อยเป็น เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นฝ่ายครองบอลบุกเข้าใส่คู่แข่งที่ถอยลงไปตั้งรับ พวกพี่ๆ เขาจะมีปัญหาในการจู่โจมทันที ไม่เหมือนตอนเป็นฝ่ายตั้งรับแล้วหาจังหวะสวนกลับฉับพลัน ซึ่งทำได้ไฉไลกว่าเป็นไหนๆ

เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ค่อยมีความหลากหลายเท่าที่ควร แถมไร้จินตนาการอีกต่างหาก

เมื่อทีมเวิร์คไม่ทำงาน ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นก็ช่วยไม่ได้ เพราะมันมีน้อยเกินไป ขณะที่ลูกตั้งเตะต่างๆ ก็นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กันไม่เป็นเท่าไหร่

คิดง่ายๆ ขนาดได้ลูกโทษที่จุดโทษ มึงยังอุตส่าห์ยิงไม่เข้าเยอะกว่ายิงเข้าเลย…นับประสาอะไร

เมื่อพุทธิไอเดียในการเข้าทำค่อนข้างตีบตัน เกมรุกมันก็เลยฝืดเคือง ไม่ค่อยจะมีจังหวะจบสักเท่าไหร่

ในการศึกครั้งล่าสุดกับ บอร์นมัธ พวกเขามีโอกาสทำประตูทั้งหมดแค่ 10 ครั้ง เฉลี่ย 9 นาทีต่อจังหวะยิง 1 ครั้ง โดยถือเป็นจังหวะจะแจ้งสมควรได้ประตูอยู่แค่ประมาณ 2-3 ครั้งเท่านั้นเอง

หาจังหวะทำประตูได้น้อยก็ว่าแย่แล้วนะครับ ต่อเมื่อมีโอกาสก็มักจะเอามันไปยัดลงโถส้วมซะอย่างนั้นอีก

เกมเมื่อวันเสาร์ อันเดรียส เปเรยร่า มีโอกาสสับไกยิงในกรอบเขตโทษ ผล = ข้ามคาน

ดาเนี่ยล เจมส์ ได้ตะบันสวนลูกที่เด้งมาหาแบบเต็มตีนก๋ง – หลุดกรอบ

ขนาด เมสัน กรีนวู๊ด ได้ยิงระยะเผาขนก็ดันไปชนเสาซะอีก

ดายฮาร์ดฉบับ ผี vs หงส์

เห็นไหมครับ 3 ขั้นตอนนรกมากันครบถ้วนเลยทีเดียว คือเจาะไม่เป็น – หาจังหวะยิงได้น้อย และไร้ประสิทธิ์ภาพ

นอกจากนี้การโดนนำก่อนแล้วมักจะไล่ตีเสมอไม่ได้ และลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ เมื่อเกิดขึ้นอย่างบ่อยครั้งเข้า บ่อยครั้งเข้า มันก็บั่นทอนสภาพจิตใจให้ห่อเหี่ยวลงเรื่อยๆ

ยิ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยเท่าไหร่ มันก็ยิ่งหลอน และยิ่งบั่นทอนจิตใจของพวกเขาให้หมดความมั่นใจไปเรื่อยๆ จนเป็นนิสัย ซึ่งเป็นเรื่องผิดแปลกแตกต่างจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคเรืองอำนาจที่โดนยิงนำเมื่อไหร่ พวกเขาจะเร่งเกมรุกบุกโขยกพลางบดบี้คู่แข่งแบบเอาตายแล้วชวนตัวเองกลับมาจากป่าช้าได้สำเร็จเป็นประจำจนกลายเป็นเอกลักษณ์

ประเดี๋ยวนี้โดนนำเมื่อไหร่ พวกเขามักจะแสดงอาการท้อแท้และสิ้นหวัง เหตุเพราะไม่หลงเหลือความเชื่อมั่นใจตัวเอง

เท่านั้นไม่พอ

เครื่องหมายการค้าของพวกเขาในอดีตยังถูกโอนย้ายไปให้คู่แค้นตลอดชาติของตัวเองอีกด้วย

ลิเวอร์พูล ครับ ลิเวอร์พูล

พลพรรค เดอะ ค็อป สถาปนาตัวเองเป็นทีมที่มีความ ไดฮาร์ดเดอร์แบบโคตรบิดาและโคตรมารดามาตั้งแต่ซีซั่นที่แล้ว ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กลายเป็นพวกฆ่าไม่ตายประหนึ่ง เจสัน วอร์ฮีส แห่งทะเลสาบคริสตัล เลค

ดายฮาร์ดฉบับ ผี vs หงส์

แถมทีมใดก็ตามที่ทะลึ่งยิงนำ ลิเวอร์พูล ก่อน นั่นมีค่าเท่ากับการไปกระตุกขนจมูกของพวกเขาอย่างแรง กลายเป็นการเร่งปฏิกิริยาของเครื่องจักรสีแดงผู้อหังการให้ทำงานอย่างหนักหน่วงในจังหวะโลหะมรณะภาพพลางโขยกแบบไม่ยั้งหยุดด้วยความเร็ว 80 ยิกต่อนาที

3 นัดล่าสุดในพรีเมียร์ลีก ก่อนเหตุการณ์โกงความตายที่ วิลล่า พาร์ค

ลิเวอร์พูล เอาชนะ เลสเตอร์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ – ไล่ตีเสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงท้ายเกม และพลิกกลับมาหักคอไก่ได้อย่างหวุดหวิดในช่วง 15 นาทีสุดท้าย

3 เกมนี้แหละที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ และจัดเจนในการหาทางกลับมาจากนรกอย่างคมชัด พวกเขาเหมือนถูกสะกดจิตว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรมากมาย บุกๆ ไปเถอะ เดี๋ยวพวกมึงก็กะซวกตาข่ายได้เองนั่นแหละ แล้วก็ทำได้สำเร็จจริงๆ แทบทุกครั้ง

ต่อเมื่อทำได้บ่อยๆ มันก็กลายเป็นความเคยชิน แล้วติดเป็นนิสัย

ถูกนำก่อนเมื่อไหร่ก็ยักไหล่อย่างไม่สะทกสะท้านด้วยเชื่อมั่นในตัวเองแบบเต็มประดาว่าเดี๋ยวก็หาทางกลับมาได้อย่างแน่นอน

เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จึงเปรียบเสมือการเอาขวดน้ำพลาสติกที่ไม่มีน้ำไปปาใส่คู่แข่ง ขณะที่เกมรุกของ ลิเวอร์พูล นี่โรคจิตถึงขนาดจับคู่แข่งมาแหกขาออกแล้วเอาระเบิดน้อยหน่าบรรจงยัดเข้าไปในรูดาร์กซ์ค่อยดึงสลัก

บึ้มมมมมมมมมมมมส์ส์ส์ส์ส์….!!!

ดายฮาร์ดฉบับ ผี vs หงส์

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ขอสารภาพตามกงว่าผู้ชมทางบ้านอย่างผมดูบอลพรีเมียร์ลีกด้วยความชีช้ำกะหล่ำปลียิ่งนัก

แมนฯ ยูไนเต็ด โดนยิงนำก่อน แล้วก็ไม่มีปัญญาตีเสมอ ก่อนแพ้พ่ายไปตามฟอร์ม (เหมือนเดิม)

หลังจากนั้นก็ดูเกมคู่ 4 ทุ่มระหว่าง แอสตัน วิลล่า กับ ลิเวอร์พูล ต่อโดยไม่คิดว่าจะมีอะไรพิสดาร

กระทั่ง แอสตัน วิลล่า ยิงนำก่อนแล้วสามารถยันเอาไว้จนถึงบั้นปลายนั่นแหละ

ความหวังเริ่มบรรเจิด

แววตาเริ่มเป็นประกาย

ความคิดชั่วๆ ผุดขึ้นมากมายในหัวกบาล

อย่างน้อยก็ช่วยให้ความเจ็บปวดลดน้อยลงไปบ้าง

นาทีที่ 87 พลพรรคหงส์แดงตีเสมอได้ หลังจากโหมบุกกระหน่ำอย่างหน่วงหนักยิ่งกว่าพายุอุกาบาตถล่มหัวหมา ว่าแล้วก็ปลอบใจตัวเองว่าได้เท่านี้ก็ยังดีวะ อย่างน้อยช่องว่างระหว่างคะแนนที่ลดลงน่าจะพอช่วยให้ชาวโลกมีความหวังในการอยู่รอดมากขึ้น

ทดเจ็บไปถึงนาทีที่ 94 ซาดิโอ มาเน่ สะบัดหัวเช็ดลูกเตะมุมตรงเสาแรกเข้าไปทางเสาไกล

ตาแทบถลนออกนอกเบ้า!

Post by admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *